วันจันทร์ที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๕๑
วันนี้เราสามคนแม่ลูก ไม่ได้ออกไปไหนเลย อยู่กันแต่บ้าน
แม่มีงานให้เคลียร์นิดหน่อย หุหุ พูดเหมือนธุรกิจพันล้านเลยเนอะ



อาศัยเก็บภาพลูก ๆ ตอนนั่งหม่ำเม็ดทานตะวันกันหน้าบ้าน อิอิ

ได้ภาพลูก ๆ อีกนิดหน่อยตอนเย็น ออกมาเดินเล่นออกกำลังกายกัน
พรีม่านำน้อง..เป็นลิง อิอิ


ตอนนั่งทำรูป สงสัยตัวเอง...ว่าถ่ายมาทำไม 55 อ่อนึกออกแระ...
ถ่ายมาให้เห็นว่า...."ในดี มีเสีย...ในเสีย...มีดี...."
จามจุรีทั้งแนวถนนใหญ่ของหมู่บ้านนี้ ใครไปใครมาก็ชื่นชม...ในความร่มรื่น
แต่ข้อเสียก็คือ แนวเสาไฟฟ้าที่อยู่เป็นแนวเดียวกันเลย...
ลมมา ...ฝนมา เมื่อไหร่ ไฟดับเมื่อนั้น...
เพราะกิ่งก้านเธอช่างบอบบาง...และหักโค่นมาทำร้ายเจ้าสายไฟประจำ
จนช่างฯของการไฟฟ้า เอือมระอากับหมู่บ้านเราเต็มที อิอิ

ปิดท้ายวันด้วยภาพลูก ๆ ที่ต่างคน ต่างอ่านสิ่งที่ไม่ควรอ่าน 555
ศิร์ณัฐอ่านออกเสียงทำเหมือนจะอ่านออกว่า "จดหมายถึงแม่แหม่ม"
ข้างฝ่ายพรีม่า ทำหน้าจริงจัง อ่าน "ฝึกลูกให้มีวินัย" คิก ๆ


วันอังคารที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๕๑
ตื่นมาตอนเช้า พี่น้องก็ชวนกันเล่น...ชวนกันซน...

หมดไปครึ่งวันแม่ก็บังคับให้เข้านอน 55

วันนี้ดีใจจังน้าป้อมกับน้องนีล...แวะมาที่บ้านเรา
พรีม่ากับนีลเล่นกันได้ดี ทั้ง indoor


และ outdoor


อัพฯ ด้วยภาพเลยค๊าบบบ



ขอบคุณภาพส่วนใหญ่จากกล้องน้าป้อมจ้า
น้องนีลน่ารักมาก ๆ ถ้าน้าป้อมพามาบ่อย ๆ ก็ดี พรีม่าจะได้มีเพื่อนเล่น
และจะได้ฝึกภาษาอังกฤษด้วย

แขกกลับแล้วแต่ลูกๆ แม่ก็เล่นกันไม่เลิก...วันนี้น้าหมีกลับเร็วเลยได้เล่นกับน้าหมีต่ออีก
แม่ได้รับฟอร์เวิร์ดเมล์นี้มาจากน้านุ่น http://primandpan.diaryclub.com/
ต้องขอขอบคุณน้านุ่นมา ณ ที่นี้ด้วย...แม่อยากเอามาลงไว้ในไดฯ
เผื่อว่าวันนึง...ที่ลูกไม่เข้าใจแม่..เพราะแม่อาจจะดำเนินการคล้ายกับเรื่องราวนี้
แม่จะได้เปิดไดฯหน้านี้ให้ลูกดูข้อความเหล่านี้

ในระหว่างทานข้าวกลางวัน วนิดาซึ่งเป็นซีอีโอ ถามกิตติผู้บริหารระดับสูงคนหนึ่งที่รายงานตรงต่อเธอว่า
'กิตติ พี่สังเกตุว่าคุณไม่เคย ปิดมือถือเลย แม้กระทั่งเวลาประชุม แล้วพี่ก็เห็นคุณขอตัวออกไป
จากที่ประชุมกลางคันเพื่อรับโทรศัพท์ พี่อยากรู้ว่าเป็นโทรศัพท์ของใครหรือ
ทำไมมันสำคัญขนาดรอจนจบประชุมไม่ได้นะ พี่เห็นเป็นประจำเลย คะ'
กิตติมีท่าทีอึดอัด เขาตอบว่า ' ไม่มีอะไรหรอกครับ เรื่องส่วนตัวนะครับ ผมขอโทษ '
วนิดายิ้มแบบผู้ใหญ่ใจดี เธอเงียบไปสักครู่จึงพูดต่อ 'กิตติ เราสองคนทำงานด้วยกันมาพอสมควร
คิดว่าพี่เป็นพี่สาวของคุณก็ละกัน เพราะพี่อายุ มากกว่าคุณสองสามปี
มีอะไรก็เล่าสู่กันฟังซิคะ เผื่อว่าพี่อาจจะ แนะนำอะไรให้ได้ บ้าง'
วนิดาเลือกใช้แนวทางพี่น้องแทนที่เธอจะตำหนิเขาโดนตรงในเรื่องพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม
ในที่ประชุมแบบเจ้านายกับลูกน้อง วิธีนี้ได้ผล กิตติสารภาพออกมาแบบกระอักกระอ่วน
' ก็...คือ ว่า...พี่อย่าโกรธผมนะครับมันเป็นโทรศัพท์มาจากลูกสาวผมเอง เธอเพิ่งไปเรียน
ไฮสคูลที่ออสเตรเลียเมื่อไม่กี่เดือนโรงเรียนที่ลูกสาวผมเรียนนี้ค่อนข้างจะ เข้มงวด
แถมมีการบ้านจมเลย ตอนลูกสาวผมเรียนที่นี่ผมช่วยติวและทำการบ้านร่วมกับ เธอบ่อยๆ
ลูกคนเดียว เธอคือดวงใจของผมเลยครับผมบอกเธอว่าไปอยู่นั่นติดขัดเรื่อง การบ้านละก็
โทรมาหาผมได้ ทุกเมื่อ ไม่ว่าจะเป็นเวลาใด ผมจะคอยช่วยเหลือเธอ
ผมไม่ต้องการเห็นเธอล้มเหลว ตอนค่ำเมื่อกลับบ้าน ผมก็แทบจะไม่ได้พักผ่อน
แต่จะไปช่วยเธอทำการบ้านแล้วก็ แฟ๊กซ์ส่งไป เรื่องคณิตศาสตร์บ้าง ภาษาอังกฤษบ้าง
ผมอยากให้เธอประสบความสำเร็จผมต้องขอโทษที่บริหารเวลาไม่ค่อยได้เรื่อง'
กิตติจบเรื่องลง ด้วยท่าทีละอายใจ
วนิดาแสดงความเห็นใจ 'เรื่องของคุณมันฟังแล้วคุ้นๆมากเลย พี่พอจะจินตนาการออก
ถึงความลำบากใจของเธอ พี่เองก็มีลูกสาวเรียนปริญญาโทอยู่ที่อเมริกา
พี่เคยทำแบบคุณเหมือนกัน เพราะลูกสาวพี่จบตรี แล้วไปต่อโทเลย
จึงไม่มี ประสบการณ์ในการทำงาน ดังนั้นพอทำกรณีศึกษาก็มักจะไม่ทันเพื่อนเขา
หรือไม่เข้าใจแถมยังไม่กล้าถามอาจารย์อีก พี่เลยต้องช่วยทำเคส แล้วก็อีเมล์ไปให้เธอ
แต่ว่าตอนนี้ พี่หยุดช่วยเธอแบบนั้นแล้ว ละคะ '
กิตติถามด้วยความประหลาดใจ 'ทำไมละครับ พี่ไม่รักเธอแล้วหรือ
หรือว่าพี่เห็นว่างานมีความสำคัญกว่าครอบครัวละครับ '
วนิดาตอบ พร้อมกับยิ้มอย่างอารมณ์ดีว่า ' พี่ยังรักลูก และเห็นคุณค่าของครอบครัวและงานเหมือนเดิม
พี่โชคดีที่มีเพื่อนชาวอเมริกันคนหนึ่ง เขาสังเกตุเห็นวิธีที่พี่ช่วยลูกสาวแล้ววันหนึ่งเขาก็ให้หนังสือเล่มหนึ่ง
ชื่อ "The Power of Failure" โดย Charles C. Manz และมีการแปลเป็นไทย
ในชื่อ "วิกฤติคือโอกาส" โดยพสุมดี กุลมา เรียบเรียงโดย นราทิป นัยนา
เพื่อนอเมริกัน เขาคั่นเรื่องๆ หนึ่งให้พี่อ่านโดยเฉพาะเลย พี่จะเล่าให้เธอฟัง...

|
มีชายคนหนึ่งนั่งมองผีเสื้อที่กำลังดิ้นรนจะออกจากรังไหม |
|
เจ้าผีเสื้อดิ้นรนไปซักพักจนกระทั่งใยรังไหมเริ่มขาดเป็นรูเล็กๆ ชายคนนั้นมอง ด้วยความสนใจ |
|
เจ้าผีเสื้อดูเหมือนจะหยุดไป ที่จริงผีเสื้อมันพักเพื่อที่จะดิ้นรนต่อไป |
|
แต่ว่าชายคนนั้นคิดไปเองว่าผีเสื้อคงติดใยรังไหมไม่สามารถจะออกมได้ด้วยตนเอง |
|
ด้วยความหวังดี เขาจึงนำกรรไกรขนาดเล็กมาตัดใยรังไหมนั้น ทำให้รูมันขยายใหญ่ขึ้น |
|
เจ้าผีเสื้อเห็นรูขยายใหญ่ขึ้นมันก็คลานต้วมเตี้ยมออกมา แต่เขาสังเกตุว่าตัวมันมีขนาดเล็กกว่าปกติ |
|
ปีกเหี่ยวย่น แถมลำตัวของเจ้าผีเสื้อก็ มีลักษณะบวมผิดปกติ กลายเป็นว่าในขณะที่ผีเสื้อต้องดิ้นรน |
|
ออกแรงตะเกียกตะกาย เพื่อพยายามจะดันตัวมันออกจากรังไหมนั้น เป็นกระบวนการธรรมชาติ ที่จะกระตุ้นให้ |
|
ของเหลวชนิดหนึ่งที่อยู่ในลำตัวผีเสื้อ เคลื่อนที่มาสู่ปีก เพื่อทำให้ปีกแข็งแรงเพียงพอจะบินได้ |
|
ด้วยความปรารถนาดีของชายคนนั้น ผีเสื้อตัวนี้ปีกจึงเหี่ยวย่นไม่แข็งแรงเพียงพอจะบินได้ แถมยังมีรูปร่างพิกลพิการ |
|
เพราะของเหลวที่ควรจะอยู่ที่ปีกดันไปติดคั่งค้างอยู่ที่ลำตัว |
|
เจ้าผีเสื้อตัวนี้ออกจากใยมาได้ด้วยความสบาย แต่ต้องพิกลพิการ และบินไม่ได้ไปชั่วชีวิตของมัน |
|
อุปสรรคและความล้มเหลวในชีวิตของคน |
|
ก็คล้ายๆกันกับสิ่งที่เจ้าผีเสื้อเผชิญไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ |
|
ความก้าวหน้าในชีวิต การพัฒนาทักษะ ความกล้าหาญ ความมุ่งมั่น |
|
ล้วนแล้วแต่น่าสงสารและน่าเห็นใจ |
|
แต่จะได้คุณค่ามา....ก็ด้วยการล้มเหลวอย่างถูกวิธี |
|
เราจะคาดหวังว่าจะประสบความสำเร็จในชีวิตโดยไม่มีความล้มเหลวนั้นเป็นไปไม่ได้ |
|
เมื่อเราเผชิญอุปสรรคแล้วเราหลีกเลี่ยงที่จะแก้ไขหรือต่อสู้กับมัน |
|
เท่ากับว่าเรากำลังเสียโอกาสสำคัญในการเรียนรู้บทเรียนที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อความสำเร็จในชีวิตของคน |

กิตติฟังด้วยความสนใจ ' โอ้โฮ เรื่องนี้จุดประกายน่าดูครับ แต่ผมกลัวว่าลูกผมจะเกลียดผมนะซีครับ'
วนิดาเสริมต่อ 'มีคำพูดที่ว่า 'No pain No gain' ไม่เจ็บไม่ได้เรียนรู้ ที่จริงพวกเรานะผิดเองที่ป้อนลูกๆ เรามากไป
สำหรับกรณีของพี่ พี่อธิบายให้ลูกเขาเข้าใจด้วยการเล่าเรื่องนี้แหละ
หลังจากนั้นพี่ก็ขอโทษสำหรับการให้ความช่วยเหลือลูกแบบผิดๆ ในอดีต
ลูกๆของเรา เขาฉลาดพอจะเข้าใจเรื่องราว เหล่านี้นะ
กิตติคุณลองมองไปรอบๆตัวเราซิ เรามีพนักงานที่มีความรู้ มาจากครอบครัวที่มีฐานะ หลายคนที่เหยียบ ขี้ไก่ไม่ฝ่อ พวกเขาไม่อดทนต่อปัญหาและ อุปสรรค
คนที่ควรถูกตำหนิคือ พ่อแม่ของเขา คุณอยากถูกคนอื่นเขาต่อว่าแบบนี้ในอนาคตไหมละ
แถมลูกๆของเรายังอ่อนแอไม่สามารถจะฟันฝ่าปัญหาอุปสรรคได้
'คุณมีสิทธิ์เลือกนะ'

แม่เลือกเพลงนี้...I'll stand by you
อยากบอกให้ลูก ๆ รู้ว่า แม่จะยืนเคียงข้างลูกเสมอ...ตลอดไปจ้า
I'LL STAND BY YOU
| OH, WHY YOU LOOK SO SAD? |
| TEARS ARE IN YOUR EYES |
| COME ON AND COME TO ME NOW |
| DON'T BE ASHAMED TO CRY |
| LET ME SEE YOU THROUGH |
| 'CAUSE I'VE SEEN THE DARK SIDE TOO |
| WHEN THE NIGHT FALLS ON YOU |
| YOU DON'T KNOW WHAT TO DO |
| NOTHING YOU CONFESS |
| COULD MAKE ME LOVE YOU LESS |
|
| I'LL STAND BY YOU |
| I'LL STAND BY YOU |
| WON'T LET NOBODY HURT YOU |
| I'LL STAND BY YOU |
|
| SO IF YOU'RE MAD, GET MAD |
| DON'T HOLD IT ALL INSIDE |
| COME ON AND TALK TO ME NOW |
| HEY, WHAT YOU GOT TO HIDE? |
| I GET ANGRY TOO |
| WELL I'M A LOT LIKE YOU |
| WHEN YOU'RE STANDING AT THE CROSSROADS |
| AND DON'T KNOW WHICH PATH TO CHOOSE |
| LET ME COME ALONG |
| 'CAUSE EVEN IF YOU'RE WRONG |
|
| I'LL STAND BY YOU |
| I'LL STAND BY YOU |
| WON'T LET NOBODY HURT YOU |
| I'LL STAND BY YOU |
| TAKE ME IN, INTO YOUR DARKEST HOUR |
| AND I'LL NEVER DESERT YOU |
| I'LL STAND BY YOU |
|
| AND WHEN... |
| WHEN THE NIGHT FALLS ON YOU, BABY |
| YOU'RE FEELING ALL ALONE |
| YOU WON'T BE ON YOUR OWN |
|
| I'LL STAND BY YOU |
| I'LL STAND BY YOU |
| WON'T LET NOBODY HURT YOU |
|
| I'LL STAND BY YOU |
| TAKE ME IN, INTO YOUR DARKEST HOUR |
| AND I'LL NEVER DESERT YOU |
| I'LL STAND BY YOU |
| I'LL STAND BY YOU |
| WON'T LET NOBODY HURT YOU |
| I'LL STAND BY YOU |
| WON'T LET NOBODY HURT YOU |
| I'LL STAND BY YOU |
บันทึกด้วยรัก...จากใจแม่..
บันทึกเมื่อ วันที่ ๐๖ เมษายน ๒๕๕๑ เวลา ๐๑.๒๕ -๐๔.๐๕ น.